และแล้ว เรา ( มาดามกับทีมงานที่ร่วมทาง ) ก็ถึงที่พักที่ได้จองไว้ อยากบอกว่าทุลักทุเล

เอาการทีเดียวล่ะ สงสารก็ แต่เพื่อนร่วมทางที่ไม่ชินกับอากาศหนาวของฝรั่งเศสในฤดูใบไม้ร่วง สิบกว่าองศา ได้
อีกทั้งยังต้องลากกระเป๋าและแบกสัมภาระอันหนักอึ้ง ได้แก่ อุปกรณ์ถ่ายทำ  ของฝากสำหรับญาติมิตรและสหายที่ฝรั่งเศส 
ไม่อยากบอกว่าหิวเหมือนกันนะ ..
                            พอถึงห้องพักของโรงแรม สิ่งแรกที่ทำคือ นอนเหยียดยาวบนเตียง...หลับตาเบาๆ เพื่อผ่อนคลายสายตา
หลังจากที่ต้องเพ่งสายตาหาชื่อถนนที่ตั้งของโรงแรมตลอดเวลา 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา...  นั่ง TAXI ตั้งแต่แรกคงสบาย
ทีมที่จะตามมาที่หลัง นั่ง TAXI ดีกว่า 10 - 20 ยูโรได้ มั่งสิ่งที่ได้จากการเดินก็คือไปสัมผัสชีวิต ชนบท 
( ไม่ใช่ ) ชีวิตชาวเมืองฝรั่งเศส หาดูไม่ได้ นะ...ต้องไปลองดูเอง สายตาที่เขามองดูนักท่องเที่ยวต่างชาติ 
โดยเฉพาะชาวเอเชีย
                 ตื่นมาอีกที เอ้า.......เช้าแล้วหรือนี่......รีบจัดการกับตัวเองเพื่อตระเวนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในกรุงปารีส.......
ว่าไปแล้ววันนี้เปลี่ยนจากอาชีพครู ( professeur  โพรเฟสเซอร์ ) สอนภาษาฝรั่งเศสมาเป็นไกด์ ( guide  กีด ) กิตติมศักดิ์
นำชมเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ของประเทศฝรั่งเศส  แต่จะเป็นไกด์ได้ดีหรือเปล่าลองติดตามนะ
                            ก่อนออกจากโรงแรมไกด์เริ่มงานโดยการนำเพื่อนร่วมทางรับประทานอาหารเช้า 
( prendre  le petit déjeuner พรองเลอเปอติเดเจอเน ) ซึ่งโรงแรมจัดไว้ ให้ผู้ที่มาพัก  ทั่วไปรับประทานกัน
ในขณะ นั้นมีการแข่งขัน Rugby football โลกด้วย โรงแรมเต็มไปด้วยนักกีฬา  อาหารเช้าก็สนุก กันใหญ่ 
ซึ่งคิดเพิ่มจากราคาค่าห้องพักคนละ 4.30 ยูโร ( ประมาณ 220 บาท ) ก็ดีกว่าไปหากินเองระหว่างเดินทาง  
อาหารเช้าก็ เป็นแบบฝรั่งเศส ค่อนข้างสากล ซึ่งประกอบด้วย  croissant ( ครัวซอง  ขนมรูปเสี้ยวพระจันทร์ )
beurre  ( เบอร์  เนยเหลว ) , tartines  ( ตาร์คตีน ขนมปังปิ้ง ) ,  confiture ( กงฟิตูวร์  แยม )  , lait  ( เล  นม )
céréales ( เซเครอาล ธัญพืช ) , jus d’orange  ( จูสดอรอง  น้ำส้มคั้น ) , yaourt ( ยาอูร์  โยเกิร์ต ) รับประทานกันเต็มอัตรา
แบบคนที่วางแผนไว้ล่วงหน้าไง เผื่อว่ามื้อกลางวันจะได้ไม่ต้องกินไงล่ะ ( ไม่รู้ว่าความฉลาดมาจากไหน   มาแบบอัตโนมัติ 
automatiquement  โอโตมาติกเกอมอง ) ท้องอิ่มแล้วกองทัพก็ออกเดินทางทันที ไม่อยากให้เวลาผ่านไปโดยไร้ความหมาย

hotel

                          ว่าแล้วก็เดินออกจากโรงแรม  เพื่อหา เมโทร ( métro รถไฟใต้ดิน ) ระหว่างทางไกด์ที่ดีก็ชี้
ชวนเพื่อนร่วมทางชมวิวทิวทัศน์ของชานเมืองปารีสไปพลางๆ ( ลืมบอกไปว่าโรงแรมที่พักอยู่ชานเมืองปารีส
ห่างจากใจกลางปารีส ราวๆ 6 กิโลเมตร ) พบเจอคนที่ผ่านไปมา ( ส่วนมากเป็นคนแก่  เพราะคนวัยทำงานหรือวัยรุ่น
คงออกจากบ้านไปทำงานหรือไปเรียนแล้วล่ะ เพราะสายแล้ว ) ผู้คนเหล่านี้น่ารักมาก เดินผ่านเรา
ทักทายเราด้วยคำว่า Bonjour ทั้งๆที่ไม่ได้รู้จักกับเราเลย แรกๆเพื่อนร่วมทางสงสัย นึกว่าเป็นคนที่รู้จักกับมาดามมาก่อน
( เพราะแก่ เท่ากันนึกว่าเพื่อนร่วมรุ่น ฮิ ฮิ... )  ไม่นานก็ชิน มิหนำซ้ำบางช่วงทำตัวเป็นคน  ฝรั่งเศส โดยการ
กล่าวทักทายคนที่ผ่านมาก่อนเลย ( แหม .... เข้าเมืองตาหลิ่ว หลิ่วตาตามเชียว ) เดินมาไม่นานก้อถึง ห้า หรือ หก แยก ได้
เป็นจุดที่ ทีมงานหลงเมื่อคืน เดินต่ออีกไม่เกิน 30 นาที่ก็ถึงที่พักแล้วแต่ไปไม่ถูก เพราะทั้งมืดและไม่รู้ทาง

5 แยกได้มั่ง

                            เจอร้านขายหนังสือพิมพ์ ( Kiosque กีออสค ) ก็เลยเดินเข้าไปเพื่อขอซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินเพราะสะดวก
กว่าไปเข้าคิวซื้อตามสถานี หรือซื้อตามตู้ที่มีอยู่ทุกสถานี ตั๋วราคาใบละ 1.50 ยูโรแต่ถ้าซื้อเป็นเล่ม ( carnet  การ์เน่  ) ซึ่งมี 10 ใบ
ราคาจะถูกกว่า แค่ 11.10 ยูโร หรือ จะซื้อเป็นตั๋วชุดสำหรับนักท่องเที่ยวก็ ได้ มีทั้งตั๋ว 3 วัน 5 วัน หรือ 7 วัน
แล้วแต่ความต้องการของนักท่องเที่ยว  ตั๋วนี้เรียกว่า Carte ParisVisite  ราคาก็แตกต่างกันตามจำนวนวันและจำนวนโซน
ที่จะเดินทางท่องเที่ยว สำหรับคนที่เดินทางบ่อยเขาใช้ตั๋วอีกประเภทหนึ่งซึ่งเรียกว่าตั๋วเดือน ( carte orange )  
ไม่ว่าจะเลือกใช้ตั๋วแบบไหนก็ คุ้มเพราะไม่ได้เดินทางมาเที่ยวกันได้บ่อย      เท่าไรก็ ยอมจ่าย ( ไม่มีทางเลือก ว่างั้น...)
ห่างจากร้านที่ซื้อตั๋วไม่มากก็ เจอทางลงเมโทร ( bouche de métro บูชเดอเมโทร )

ร้านขายหนังสือพิมพ์

กลับ   หน้าต่อไป  เจอทางลงเมโทร

ขอสงวนสิทธิ์ ห้ามคัดลอก เพื่อการค้า

   Since : Jan 1 , 1999
   Last update : Jan 9 , 2008
   Brought update by :
THAI Thip Group